วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

Passive Income คืออะไร






Passive Income คืออะไร?


Passive Income คืออะไร? ทำไม? หลายๆ คนถึงอยากได้ เรามาทำความเข้าใจกัน

เมื่อหลายเดือนก่อนผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “เงินสี่ด้าน งานสี่ประเภท” ของ โรเบิร์ต คิโยซากิ หนังสือที่ขายดีติดอันดับโลก ซึ่งนำเสนอรูปแบบรายได้ของงานสี่ประเภท และได้นำเสนอทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับคนที่อยากจะรวย การเป็นลูกจ้างทำจนตาย ยังไงก็ไม่รวย คนที่รวยเลือกเป็นเจ้าของธุรกิจ-เจ้าของเค­รือข่ายผู้บริโภค สิ่งหนึ่งที่ โรเบิร์ต คิโยซากิ เขียนถึง คือ Active Income กับ Passive Income และธุรกิจแบบเครือข่ายผู้บริโภค ตอนแรกผมก็ยังงง ๆ ว่ามันคืออะไร
ผ่านไปหลังจากนั้น 1 เดือนถัดมา ผมได้รู้จักกับผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งที่ได้ข้อมูลมาจากเพื่อนวิศวกรของผม และพี่สาวของเพื่อนที่เป็นเภสัชกร ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมหนึ่งเดียวของโลก ต่อยอดจากผลงานรางวัลโนเบล และจดเอกสิทธิ์เฉพาะ จำหน่ายแบบเครือข่ายผู้บริโภค เป็นบริษัทของอเมริกา ซึ่งมีองค์ประกอบที่ดีทั้ง 3 คือ สินค้าดีไม่มีคู่แข่ง ระบบดีพัฒนาแล้ว แผนการจ่ายพัฒนาจากหลายบริษัทจากธุรกิจประเภทนี้แล้ว ด้วยความที่ไม่เคยทำ และไม่เคยรู้รายละเอียดของธุรกิจประเภทนี้ ผมจึงตั้งใจหาข้อมูลอย่างจริงจัง เพราะผมเชื่อในคำว่า “นวัตกรรม” โดยมีคำๆ หนึ่ง ที่ผมมักจะได้ยินบ่อยในข้อมูลที่ผมศึกษา และเป็นพระเอกในธุรกิจประเภทนี้คือ Passive Income ซึ่งมันตรงกับหนังสือที่ผมเคยอ่าน หลังจากที่ได้ศึกษาจากการอ่านหนังสือ ดูคลิป และรับการถ่ายทอดข้อมูลและความหมายของ Passive Income มาแล้วจากผู้มีประสบการณ์ตรง ผมก็รู้สึกว่ามีประโยชน์มาก และคงมีใครอีกหลายๆ คน คงยังไม่เข้าใจ และอยากรู้ว่ามันคืออะไร วันนี้ผมจึงอยากจะขอยกเรื่อง Passive Income มาให้ได้อ่านกันครับ

เริ่มต้นด้วยคำว่า Passive Income นั้นมันหมายความว่าอะไร?

ถ้าแปลตรงๆ ตัว Passive Income ก็คงแปลได้ว่า “รายได้เชิงรับ” อะไรหล่ะที่นี้ ยิ่งแปลเป็นไทยยิ่ง งง !!! กันเข้าไปใหญ่เลย
ต้องแปลภาษาไทย เป็น ภาษาไทยอีกสักรอบว่า รายได้เชิงรับ ก็คือ “รายได้ที่ไม่ได้มาจากการที่เราออกแรงทำงานโดยตรง” จินตนาการง่ายๆ ว่า “ในวันใดที่เราไม่ได้ทำงานแล้ว แต่ยังมีเงินไหลเข้ากระเป๋าเราอยู่อย่างสม่ำเสมอ” ซึ่งรายได้ดังกล่าวไม่ใช่มาจากการฉ้อโกง หรือเอาเปรียบใคร แต่มาจากระบบงานที่เราทำไว้ก่อนหน้าแล้ว ไอ้เงินก้อนที่ว่านั้นแหละครับที่เราถือว่าเป็น Passive Income หรือ “รายได้เชิงรับ” แม้เราไม่มีชีวิตอยู่ รายได้ก็ยังคงอยู่ตลอดไป
คำถามวัดความเข้าใจ : เงินเดือนของข้าราชการ เงินเดือนพนักงานบริษัทฯ อย่างผม หรือคนส่วนมาก เป็น Passive Income หรือไม่?
คำตอบ คือ “ไม่ใช่” และ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะเงินเดือนเหล่านั้นเกิดจากการทำงานในแต่ละเดือนเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนมา ดังนั้นเงินเดือนจึงเป็น Active Income (รายได้เชิงรุก) ง่ายๆ คือ ต้องทำงานถึงจะได้ ซึ่งเมื่อใดที่เราหยุดทำงาน หน่วยงานราชการหรือบริษัทที่เป็นนายจ้างก็ย่อมหยุดจ่ายเงินเดือนไปโดยปริยาย รายได้ของเราก็จะหดหายไปทันที ถ้าเราป่วย เราตาย รายได้นั้นก็จะตายตามเราไปด้วย ลูกหลานเราก็ไม่ได้อะไร หรือเต็มที่ก็เงินก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่ง
สรุปแบบง่ายๆ ความแตกต่างระหว่าง Active Income (คนส่วนใหญ่) กับ Passive Income (คนส่วนน้อย) คือ
ACTIVE INCOME = คุณ ทำงานเพื่อ เงิน (You work for money.)
PASSIVE INCOME = เงิน ทำงานเพื่อ คุณ (Money working for you.)
พอเราเข้าใจคุณสมบัติของ Passive Income และเห็นภาพคร่าวๆ แล้วก็ลองมาดูกันว่า ข้อดีของมันมีอะไรบ้าง?
  1. สร้างอิสรภาพ — ข้อนี้ชัดเจนมาก เพราะเมื่อวันใดที่เรามีรายได้เชิงรับ หรือ Passive Income มากกว่ารายจ่ายในแต่ละวัน เมื่อนั้นเราก็บอกลางานประจำได้เลย เราจะมีเวลามากกว่าคนอื่นทันทีอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน แถมไม่ต้องตอกบัตรเช็คชื่อเข้าทำงานอีกด้วย
  2. เป็นแหล่งรายได้ใหม่ — ชีวิตเราเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ถึงแม้เราจะมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ แต่ถ้าวันใดเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ถูกไล่ออก หรือ ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ แต่ถ้าเรามีแหล่งรายได้จาก Passive Income อยู่ ครอบครัวเราก็จะไม่เดือดร้อน
  3. เป็นแหล่งรายได้ที่ต่อเนื่อง — ไม่ว่าคุณจะรักงานประจำที่คุณทำขนาดไหน ซักวันหนึ่งคุณก็คงต้องหยุดทำ อาจเนื่องด้วยสาเหตุทางด้านอายุ และสุขภาพ เงินรายได้จากการทำงานก็จะต้องหดหายไปในที่สุด แต่ถ้าเรามี Passive Income คอยรองรับอยู่ เงินรายได้ตรงนี้จะยังคงไหลเข้าสู่กระเป๋าของคุณอย่างต่อเนื่อง แถมยังตกทอดเป็นมรดกให้คนใกล้ชิดได้อีกต่างหาก (เราไม่สามารถยกตำแหน่งงานในฐานะลูกจ้างให้ลูกหลานเราได้ ถูกต้องไหมครับ)
  4. เป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลาน — อย่างที่อธิบายไว้ด้านบน เมื่อเราวางระบบไว้ดีแล้ว แม้ว่าเราจะไม่อยู่ หรือตายไป รายได้ดังกล่าวยังคงอยู่ และส่งต่อให้กับลูกหลานของเราได้ตลอดไป
Passive Incomeตัวอย่าง Passive Income เช่น
  • ค่าเช่า หอพัก ตึก ที่ดิน ฯลฯ
  • ปล่อยเงินกู้ ทั้งถูกกฎหมาย และผิดกฎหมาย
  • ค่าลิขสิทธิ์ จากสิ่งที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา หรือ จากการจดลิขสิทธิ์ หรือ เอกสิทธิ์เฉพาะ
  • Network Marketing รายได้จากการการตลาดแบบ “เครือข่ายผู้บริโภค”และอื่นๆ อีก ถ้าคุณอยากรู้ อยากลองศึกษา เปิดใจ และมีความตั้งใจที่จะสร้างอิสรภาพให้กับตัวเอง ปลดแอกจากคำว่า ” มนุษย์เงินอยู่ไปเดือนๆ ” ดูคลิปของ โรเบิร์ต แล้วติดต่อผม

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560

45 เทคนิค โปรโมทแฟนเพจร้านค้าให้ดังสุดๆ







45 เทคนิค โปรโมทแฟนเพจร้านค้าให้ดังสุดๆ

https://plus.google.com/u/0/communities/105026688884691998403

รวบรวม 45 เทคนิค และ วิธีการ โปรโมทแฟนเพจ / Fanpage ให้ดังสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นการ โปรโมท แฟนเพจ ร้านขายเสื้อผ้า, ร้านขายเครื่องสำอางค์ และ อื่นๆ ที่ใช้ แฟนเพจ เป็นช่องทางหนึ่งในการติดต่อสื่อสาร หรือ เปิดรับลูกค้ารายใหม่ จาก Social Media

สำหรับท่านผู้อ่านทุกท่าน ไม่ว่าจะเปิด แฟนเพนขายเสื้อผ้า, Fanpage ขายเครื่องสำอางค์ หรือ ร้านค้าที่ใช้หน้า Fanpage เป็นการ PR หรือ ประชาสัมพันธ์ สินค้า ก็ตาม Fanpage ก็คือแฟนเพจ หลักการในการจัดการคล้ายกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะหยิบฟังชั่น หรือ วิธีการไหนในการ โปรโมทแฟนเพจ...
ทางเราได้รวบรวมข้อมูล การจัดการแฟนเพจ จากการสังเกตุ จดจำ และ ข้อมูลดีๆ จากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หรือ ข้อมูลใน Internet เพื่อรวบรวม และ จัดทำ Check List ในการจัดการแฟนเพจ ดังนี้
1. ข้อนี้สำคัญมากๆ ครับ ลบข้ออื่นทิ้งหมดถ้ามีข้อนี้ยังไงก็อยู่ได้...ต้องมีข้อนี้ ไม่มีไม่ได้ คือ " ความตั้งใจ "
สร้างแฟนเพจ
2. สร้างแฟนเพจ ไม่เป็น เริ่มต้นง่ายๆ ได้ที่นี่ https://www.facebook.com/business/learn/set-up-facebook-page
3. ชื่อร้านมีผลกับการติดอันดับ บน Google / SEO แต่ ชื่อร้านไม่สามารถแก้ไขได้ หลากมี Like จำนวนมากๆ และ ชื่อร้านมีผลกับการ Branding ให้คนจดจำในอนาคต หลายครั้งที่ Fanpage ขึ้นอันดับเพราะชื่อแต่ Fanpage ไม่มีคุณภาพ วิธีการนี้อาจใช้ไม่ได้ตลอดไป / ไม่ยั่งยืนครับ
วิธีย่อ Link
4. ย่อ Link / URL ให้สั้น จำได้ง่าย สามารถเข้าย่อ Like ได้ที่ http://facebook.com/username สามารถตั้งค่าชื่อ URL / เปลี่ยน URL ได้ตั้งแต่ตอนสร้าง Fanpage หรือ มี Like มากกว่า 25 Like
5. เลือก Type ของ Fanpage ให้เหมาะสม & ใส่รายละเอียดแฟนเพจให้ครบถ้วน ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้
6. อย่า Spam Post https://www.facebook.com_contentตาม Fanpage ต่างๆ ระวังจะโดนแบน เค้าไม่ให้คุณ Post โฆษณาร้านฟรีๆ หลอก เพราะร้านส่วนใหญ่ ที่อยู่ได้ เสียเงินโปรโมททั้งนั้น ไม่ว่ามากหรือน้อย ลบได้ก็ลบ Ban ได้ก็ Ban Report ได้ก็ Report ไม่มีธุรกิจไหนอยู่ได้ จากการสร้างความรำคาญ ซึ่งสินค้าอาจจะดีแต่คนมองไม่ดี ปิดใจไปแล้ว คงขายได้ยาก โปรดระวัง Spam facebook ที่แจ้งว่าให้ Veriy ห้าม Click นะครับ!https://www.facebook.com
7. เพิ่มความหน้าเชื่อถือของร้านด้วย รูปร่างหน้าตาของ   Fanpage    ร้านสวยดูดี    ใครๆก็อยากซื้อตัวอย่าง      หน้าตาแฟนเพจ : https://www.google.co.th
8. ขยันเข้ามาตอบคำถาม Comment / Post เพราะคู่แข่งเยอะมากกกกกก ลูกค้าเปลี่ยนใจได้ง่ายๆ แค่คลิก !!https://www.facebook.com
9. สามารถอัดรูปสินค้าลงในอัลบัมได้ในครั้งเดียวได้ เพื่อให้ลูกค้าได้เข้ามาเลือกดู เลือกชม เลือกซื้อ
10. ทุกๆ ครั้งที่ Post มีคนเห็นเพียง 10% ของจำนวน Like หมายความว่ามีอีก 90% ยังไม่เห็นในสิ่งที่เรา Post ดังนั้นเราควร Repost หรือ Post ซ้ำที่ Time Line เป็นระยะๆ ห่างกันอย่างน้อย 30 นาที - 1 ชั่วโมง แต่เอาให้เนียนนะครับ เดี๊ยว 10% ที่เห็นแล้วเค้าจะรำคาญเอานะครับ
11. Post ให้เหมาะสมอย่า Post บ่อยจนเกินไป หรือ น้อยจนเกินไป ซึ่งโดยทั่วไป 3-5 ครั้ง / วัน
12. เลือกช่วงเวลาที่ Post ให้เหมาะสม มีผลกับการเข้าถึงกลุ่มคน หรือ Fanpage ของเรา ควรเลือก Post ช่วงเวลาหลังเที่ยง เป็นต้นไป เน้นช่วง 2-3 ทุ่ม คนจะเล่นเยอะที่สุดครับ ข้อมูลนี้เป็นเพียงการเปลี่ยบเทียบหลายๆ State จากประสบการณ์ของผู้เขียน แต่ละร้าน ช่วงเวลา Peak ไม่เหมือนกัน 100% แต่มีลักษณะของกราฟช่วงเวลาคล้ายกัน
ตั้งเวลา Post
13. ตั้งเวลา Post เลือกช่วงเวลาได้เอง กันลืม Post เหมือนมีผู้ช่วยนับ 10 Plan Post ยาวๆ ที่เหลือรอ Feedback ช่วยทำให้เรา มีเวลามากขึ้น ทำตามได้ที่ : https://www.facebook.com/notes
14. แต่ละ Post แต่ละรูปควรใส่ข้อมูลให้ครบ โดยเฉพาะวิธีการ Contact ตัวอย่างเช่น คำอธิบาย / คำโฆษณาชวนเชื่อ, ขนาดเสื้อ, ราคา, ข้อมูลติดต่อผู้ขาย (Tel / Email / Line) และ วิธีการสั่งซื้อ
15. อย่ามองข้าม Line ทำให้การติดต่อง่ายขึ้น...ได้ลูกค้าจาก Line เยอะมากกกกกก
16. ปิดท้ายทุก Post ด้วย Link Message :ดูวิธีการท http://faceblog.in.th
17. ถ้าคุณเปิดร้านใหม่ อย่า Post น้อย Post เยอะๆ เข้าไว้ อย่าทำให้เค้ารู้ว่าเราเปิดใหม่ มีผลกับความน่าเชื่อถือครับ
18. ถ้า Like ยังน้อยมาก / เพิ่งเปิดใหม่ ให้ Plan โปรโมทร้านด้วย Facebook Ads เยอะหน่อย เพื่อให้ได้ Like เร็วที่สุด แล้วค่อย ลด Budget ลงมาให้ลักษณะที่สามารถอยู่ได้ หรือ คุ้มทุนนั่นเอง + ระยะเริ่มต้นคงเป็นช่วง 3 เดือนแรก ถ้าอยู่ได้ ต่อไปคงไม่น่ามีอะไรยาก สู้ๆ https://www.facebook.com/
19. ไม่แนะนำบริการปั่น Like / บริการ Like ราคาถูก เพราะ Feedback ดีสู้ Facebook Ads ไม่ได้ ปัญหาที่เกิดจากการปั่น Like อาจมีตามมา อาทิ ได้ Like ผิดเพศ ขายเครื่องสำอางค์ / เสื้อผ้าผู้หญิง เอา Like ผู้ชายมาทำไมคร๊าบ!!! , Like ลดลง อย่างรวดเร็ว หรือ ถ้าอาการหนักหน่อย Fanpage ถูกแบน T T ถ้าห้ามไม่ได้จริงๆ แนะนำซื้อซัก 3,000 - 5,000 Like ก็พอ เพื่อสร้าง Credit แต่เลือกเพศหน่อยก็ดีนะครับ
20. ใช้ โฆษณา Facebook Ads ปล่อย Ads ตาม Target กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพื่อเพิ่ม Like จริง Like คุณภาพ Like จาก Banner ด้านขวามือ ชอบไม่ชอบ Like ไม่ Like ขึ้นอยู่กับลูกค้ารายนั้นๆ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านั้นจะติดตามคุณ เชียร์คุณ Share Post คุณ Comment ถามคุณ และ สั่งซื้อจากสินค้าจากคุณ 
21. ใช้ Boot Post / Promote Post / http://faceblog.in.thส่งเสริมโพสต์ ในกรณีที่มี Like (จริง) บ้างแล้ว และ เป็น Post ที่สามารถปิดการขายได้ หรือ มีความสำคัญมากๆ ราคาเริ่มต้นเพียง 160 บาท / เลือกราคาได้ ระบบนี้จะใช้สำหรับโฆษณา Post นั้นๆ กับ แฟนเพจที่มีอยู่, เพื่อนของ Fanpage หากใช้บริการ Facebook Ads ของเรา ค่าบริการ Boot Post ฟรี ไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่ลูกค้าต้องรับผิดชอบเรื่องค่าโฆษณาในแต่ละครั้งเองนะครับ
22. Post เรื่องอื่นบ้าง Content is The King อย่า Post แต่สินค้า ลูกค้าจะเบื่อเอา Post เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือ ไม่ เกี่ยวข้อง แต่ เป็นเรื่องราวที่ทุกๆ คนชอบ ตามกระแสข่าว ตามกระแสเทศกาลต่างๆ เรื่องราวเตือนภัย ทำบุญ ขำขัน SEX...Y อันหลังสุดแล้วแต่ดุลยพินิช และ ชนิดของสินค้านะครับ อิอิ
23. นางแบบสวยช่วยได้ หลายครั้งที่ร้านค้ามักมีโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับลูกค้าที่สวย / น่ารักให้ช่วย Review สินค้าให้หน่อย หรือ ให้ลูกค้าที่ใช้สินค้าถ่ายรูปคู่กับสินค้าแล้ว Post / ส่งรูปเข้ามา ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นhttp://pakdee277.blogspot.com/2016/12/blog-post_28.html

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

SEO (Search Engine Optimization) คือ?

SEO (Search Engine Optimization) คือ?

"SEO" หรือ "Search Engine Optimization" คือ วิธีการปรับแต่งเว็บไซต์ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงเนื้อหาและการเพิ่มลิงค์ที่มีคุณภาพมายังเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บไซต์ติดอยู่ในอันดับต้นๆ บน Search Result Page หรือหน้าแสดงผลการค้นหาของ Search Engine อาทิ Google, Yahoo!, Bing เป็นต้น  https://plus.google.com/u/0/communities/105026688884691998403
ตัวอย่างหน้าผลการค้นหาของ Google.co.th โดย Keyword คำว่า "ทัวร์ญี่ปุ่น"
ในส่วนของกรอบสีแดงคือส่วนของ Organic Search หรือ Natural Search ในส่วนนี้ข้อมูลหน้าเว็บไซต์ทั้งหมดที่ทางระบบของ Search Engine อาทิ Google หรือ Yahoo! รวบรวมมาโดยใช้คะแนนในการจัดอันดับ การให้คะแนนนั้นก็ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ที่แต่ละ Search Engine ได้กำหนดขึ้น จึงเรียกวิธีที่การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอยู่ในอันดับต้นๆ บนหน้าผลการค้นหานี้ว่า "SEO" หรือ "Search Engine Optimization"
ระบบการจัดอันดับการแสดงผลใน Search Result Page (หน้าแสดงผลการค้นหา) มีชื่อเรียกว่า Algorithm (อัลกอริทึม) แต่ละ Search Engine จะมีระบบ Algorithm ที่แตกต่างกันและจะมีการอัพเดตอยู่เสมอๆ เราจึงจำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตาม Algorithm เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำอันดับได้ดีมากที่สุด
เราสามารถสรุป Algorithm (อัลกอริทึม) ที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ได้เป็น 2 ปัจจัย คือ
1. ปัจจัยภายใน (On-page / Micro) เช่น โครงสร้างของเว็บไซต์ ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ จำนวนหน้าภายใน
เว็บไซต์ คุณภาพและปริมาณของเนื้อหา การเลือกใช้คำ (Keyword) และการวางประโยคในส่วนต่างๆ
2. ปัจจัยภายนอก (Off-page / Macro) เช่น ปริมาณลิงค์จากเว็บไซต์อื่น (Backlinks) รวมทั้งเนื้อหาและคุณภาพของลิงค์จากเว็บไซต์อื่นที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของเรา
โดยส่วนมากแล้ว วิธีการสำหรับการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จมากที่สุด ประกอบด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้
  • การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับ Search Engine และผู้ใช้ เช่น การเลือกใช้โครงสร้างเมนูและ URL ที่ Search Engine สามารถอ่านได้ง่าย การทำหน้าเว็บไซต์ให้โหลดได้รวดเร็ว เป็นต้น
  • การใส่ Keyword เป้าหมายอย่างพอเหมาะในส่วนที่ส่วนที่มีความสำคัญต่างๆ ภายในเว็บไซต์ เช่น Title Tag, Meta Description, H1 tag, H2 tag, เนื้อหาส่วนที่เป็น Plain Text ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Keyword ซ้ำๆ กันเป็นจำนวนมากเพื่อไม่ให้เป็น Keyword Spam หรือ Keyword Stuffin
  • การเพิ่มเติมเนื้อหาที่มีคุณภาพในหน้าที่ทำ SEO และสร้างหน้าเว็บใหม่ๆ ขึ้นมา โดยเนื้อหาต้องเขียนขึ้นเอง ไม่ก็อปปี้มาจากที่อื่น ให้ข้อมูลที่เจาะลึกและมีประโยชน์เพื่อให้เป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพมากที่สุดในสายตาของ Search Engine
  • การอัพเดตให้เว็บไซต์ให้มีความสดใหม่สม่ำเสมอ อาจทำได้โดยการเพิ่มบทความ ข่าวสาร โปรโมชั่น หรือผลงาน เป็นต้น
  • การเพิ่ม Backlinks จากเว็บไซต์อื่นที่มีความน่าเชื่อถือและมีเนื้อหาหรือบริบทเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์หรือ Keyword ของเรา
    อย่างค่อยเป็นค่อยไป ควรทยอยเพิ่มไปเรื่อยๆ เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ ป้องกันการโดนแบนจาก Search Engine
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก Google
หลังจากเริ่มทำ SEO ไปได้สักระยะหนึ่ง จะเริ่มเห็นการพัฒนาของอันดับไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและคุณภาพของเว็บไซต์ของเรา รวมทั้งการแข่งขันใน Keyword นั้นๆ และคุณภาพเว็บไซต์ของคู่แข่ง โดยทั่วไปแล้วอันดับจะไต่ขึ้นมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากอันดับของเว็บไซต์ยังไม่ดีขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ จำเป็นต้องเพิ่มเนื้อหาภายในเว็บไซต์กับเพิ่มจำนวน Backlinks ที่มีคุณภาพให้มากยิ่งขึ้น และเมื่อเว็บไซต์ติดในหน้าแรกของผลการค้นหาแล้ว ก็ยังจำเป็นต้องอัพเดตเว็บไซต์ เพิ่มเติมเนื้อหา และเพิ่ม Backlinks อย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาอันดับเอาไว้

อ้างอิง : seo-web.-aun-thai.co.th

ติวสอบบรรจุราชการทุกหลักสูตร
จำหน่ายหนังสือเตรียมสอบครูผู้ช่วย ราคาพิเศษ

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2560

PPC (Pay Per Click) คือ?

PPC (Pay Per Click) คือ?

"PPC" หรือ "Pay Per Click" คือ การลงโฆษณาบน Search Result Page หรือหน้าแสดงผลการค้นหาของ Search Engine อาทิ Google, Yahoo!, Baidu เป็นต้น  https://plus.google.com/u/0/communities/105026688884691998403

ตัวอย่างหน้าผลการค้นหาของ Google.co.th โดย Keyword คำว่า "ทัวร์ญี่ปุ่น"
ในส่วนสีน้ำเงินคือส่วนของโฆษณาที่จะต้องเสียเงินเมื่อมีการคลิ๊กเกิดขึ้น ที่ไทยเป็นที่รู้จักกันในชื่อ PPC (Pay Per Click) ส่วนที่ญี่ปุ่นจะเรียกว่า P4P (Pay for Performance หรือ Pay for Placement) หรือ Listing Advertising
PPC เป็นรูปแบบการโฆษณาบน Search Result Page หรือหน้าแสดงผลการค้นหาซึ่งเราต้องประมูล Keyword เพื่อที่จะให้โฆษณาของเราไปปรากฎอยู่เมื่อมีการค้นหาใน Search Engine ตำแหน่งของโฆษณานั้นจะถูกกำหนดโดยค่าประมูลที่เรียกว่า
ค่า CPC (Cost Per Click) ซึ่งก็คือราคาที่เรากำหนดไว้ว่าหากมีคนคลิ๊กเข้าไปดูเว็บไซต์ของเราผ่านทางตัวโฆษณา เราจะต้อง
จ่ายเงินให้กับ Search Engine ครั้งละเท่าไหร่
ระบบโฆษณาแบบ PPC ที่เป็นที่นิยมทั่วโลก ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการสองแบรนด์หลักใหญ่ๆ คือ
1. Google หรือชื่อทางการค้าคือ AdWords
2. Yahoo! หรือชื่อทางการค้าคือ Sponsored Search

การลงโฆษณาแบบ PPC มีอยู่หลายขั้นตอนด้วยกัน โดยหลักๆ จะประกอบด้วย
1. การเปิด Account กับผู้ให้บริการและการตั้งค่าต่างๆ
2. การเลือก Keyword ที่จะให้โฆษณาแสดงเวลาค้นหา
3. การจัดแยก Campaign และ Ad Group ให้สอดคล้องกับ Keyword และเป้าหมาย
4. การคิดข้อความโฆษณาและเลือก URL ที่จะเป็น Landing Page ในแต่ละ Ad Group
5. การตั้งค่าในการแสดงโฆษณาและการกำหนดงบประมาณ
6. การบริหารและดูแลจัดการโฆษณา
7. การวิเคราะห์ประสิทธิภาพและปรับเปลี่ยนโฆษณา

การทำการตลาดผ่าน PPC เหมาะสำหรับ?

1. ต้องการทำโปรโมชั่นในระยะสั้นหรือชั่วระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
สามารถเลือกหรือเปลี่ยนแปลง Keyword และข้อความโฆษณาให้เหมาะกับเทรนด์ในช่วงเวลานั้นๆ ได้ตามต้องการ และยังสามารถเลือกให้แสดงหรือหยุดโฆษณาได้ทุกเมื่อ
2. ต้องการโปรโมทธุรกิจและสามารถเห็นผลได้ภายในระยะเวลาอันสั้นหรือการเปิดตัวสินค้าใหม่
สามารถแสดงโฆษณาบน Search Engine ได้ในเวลาไม่กี่นาที ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาปรับปรุงเว็บไซต์และต้องรอเวลาในการไต่อันดับเหมือนกับการทำ SEO
3. ต้องการโปรโมทธุรกิจด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพแต่มีงบประมาณที่จำกัด
การทำ PPC ช่วยเพิ่มโอกาสที่จะมีคนเปิดเข้าไปดูเว็บไซต์และช่วยเพิ่มยอดขายได้ นอกจากนั้นยังสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะแบ่งโดยภาษาหรือพื้นที่ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะมาจากการคลิ๊กในแต่ละครั้งเท่านั้น และเรายังสามารถกำหนด
งบประมาณที่จะใช้ในการโฆษณาได้อีกด้วย
4. ต้องการเพิ่มช่องทางในการโปรโมทสินค้าหรือบริการ
ตำแหน่งของ PPC เป็นส่วนที่สะดุดตาบน Search Result Page จึงมีโอกาสที่ผู้ใช้จะมองเห็นเว็บไซต์ของเราได้ง่าย นอกจากนั้น แม้ว่าจะไม่มีการคลิ๊กเข้าไปดู แต่ชื่อของเว็บไซต์และเนื้อหาที่ต้องการเน้นก็สามารถปรากฎให้ผู้ใช้เห็นได้ ซึ่งจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเพราะไม่มีการคลิ๊กเกิดขึ้น
5. ต้องการให้เว็บไซต์อยู่ในหน้าแรกหรืออันดับต้นๆ บน Search Result Page
หากมี Keyword ที่ต้องการให้เสิร์ชหรือให้ค้นหาเจอ หรือเป็น Keyword ที่ได้ทำ SEO แล้ว แต่เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ไม่ดีนัก
ก็สามารถลงโฆษณาแบบ PPC เพื่อให้เว็บไซต์ปรากฎอยู่ในหน้าแรกได้เช่นกัน
อ้างอิง : seo-web.-aun-thai.co.th

ติวสอบบรรจุราชการทุกหลักสูตร
จำหน่ายหนังสือเตรียมสอบครูผู้ช่วย ราคาพิเศษ

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

16 เทคนิคสุดยอดการทำ Google AdWords ให้สำเร็จ


16 เทคนิคสุดยอดการทำ Google AdWords ให้สำเร็จ https://plus.google.com/u/0/communities/105026688884691998403

หลายคนอาจจะเคยลงโฆษณาบน Google Adwords แต่ก็เจอปัญหาไม่มีคนสนใจเช้าคลิ๊ก หรือมีแต่คนคลิ๊กจนงบประมาณเราบานปลาย ดังนั้นวันนี้เราเลยเอา 16 เทคนิคสุดยอดของการทำ Google Adwords มาฝากกันครับ
1. พยายามใส่ Keywords ไว้ในตัวโฆษณาเราจะต้องแสดงให้กับผู้ที่ค้นหารู้ว่าตัวโฆษณาของเรานั้นสัมพันธ์กันกับสิ่งที่เค้ากำลังค้นหาอยู่ โดยใส่ Keywords ไว้ในตัวโฆษณาของเราด้วย เพราะว่าทาง Google จะแสดงคีย์เวิร์ดนั้นเป็นตัวหนา แล้วก็จะทำให้ตัวโฆษณาของคุณเเรงกว่าของคนอื่นครับ
2. ใช้ Keywords ในแต่ละ Group ไม่มากการที่เราใช้ Ad Group แค่ตัวเดียวโดยที่มี Keywords เยอะๆประมาณ 1,000 – 2,000 ตัว ไม่เป็นการดีครับ เพราะว่ามันจะทำให้เรามี CTR ที่ต่ำ แล้วก็จะยากต่อการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ทางที่ดีควรจะแยก Keywords ที่คล้ายๆกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน และถ้าหากทำแบบนี้แล้วก็จะสามารถทำตามเทคนิคข้อที่ 1 ได้ด้วยครับ
3. ใส่ Bid ในตอนเริ่มโฆษณาให้สูงๆเนื่องจากว่าทาง Google นั้นจะจัดอันดับโฆษณาจากราคา Bid และ CTR เพื่อที่จะทำให้ CTR ของเราเราจะต้องใส่ราคา Bid ในตอนเริ่มทดลองสินค้าตัวใหม่ให้มากๆก่อน เพื่อที่จะให้โฆษณาของเราอยู่อันดับ 1 – 8 จากนั้น CTR ของเราจะสูงขึ้นแล้วก็ CPC ของเราจะลดต่ำลงเองครับ
4. ตั้งอัตราค่าโฆษณาต่อวันให้สูงกว่าที่ทาง Google แนะนำถ้าเราตั้งค่าโฆษณาต่อวันน้อยเกินไป โฆษณาของเราอาจจะแสดงไม่ตลอดทั้งวัน และแน่นอนครับเมื่อลูกค้าที่กำลังต้องการสินค้าที่เราขายอยู่เข้ามาแล้วไม่เ จอโฆษณาของเรา เราก็จะเสียโอกาสนี้ไป วิธีการลดปริมาณการคลิกจากกลุ่มคนที่ไม่ต้องการซื้อของจริงๆ ก็ให้เราใช้ Nagative Keywords , Exact Matches, และกำหนดประเทศในการแสดงโฆษณา
5. หลีกเลี่ยง Keywords ที่มีการแข่งขันสูงอย่าเสียเงินโดยใช่เหตุโดยการใส่ Bid สูงๆกับ Keywords ที่มีการแข่งขันกันเยอะ ให้เราทำหา Keywords ที่มีคนค้นหาน้อยแต่ว่าหามาหลายๆ Keywords ดีกว่าครับ เพราะว่า Keywords ที่มีคนค้นหาน้อยแต่ว่าหลายตัว ก็จะเท่ากับหรือมากกว่า Keywords ที่มีคนค้นหาเยอะแค่คำเดียว แถมยังมีราคา Bid ถูกมากๆครับ
6. ตั้งราคา Bid ใน Exact Matches Keywords ให้สูงกว่า Keywords แบบอื่นให้เราใช้ Exact Matches Keywords ร่วมด้วยกับ Matches แบบอื่นๆ แล้วก็ตั้งราคา Bid ให้สูงกว่าแบบอื่นเล็กน้อย เพราะว่า Google จะให้ความสำคัญกับ Exact Matches Keywords มากกว่า Matches แบบอื่นใน Keywords เดียวกัน เช่นใน group หนึ่งเราตั้งราคา Bid ไว้ที่ 0.10 เราก็กำหนดให้ Bid ของ Exact Matches Keywords เป็น 0.25 ดังตัวอย่างข้างล่างครับ
  • [online casino] ** 0.25
  • “online casino”
7. ใช้ Negative Keywordsตัวโฆษณาของเราจะไม่แสดงถ้าเกิดว่าการค้นการมี Negative Keywords อยู่ด้วย ให้เราใส่ Negative Keywords ไปด้วย เพราะว่ายิ่งมี Negative Keywords มากเท่าไหร่ CTR ของเราก็จะยิ่งเพิ่มมากขั้นไปด้วย เป็นการประหยัดเงินแล้วก็ทำให้ตำแหน่งโฆษณาของเราสูงขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่นสินค้าของเรานั้นเป็นแบบ premium ก็ให้เราใส่ Negative Keywords ที่ไม่เกี่ยวกับ premium ไว้ด้วย
  • [premium web hosting] ** 0.25
  • “premium web hosting”
  • -free
  • -cheap
  • -discount
8. ใช้ Landing Page ให้สัมพันธ์กับสินค้าเพราะว่าถ้าหากลูกค้าคลิกที่โฆษณาแล้วไปที่หน้าที่ขายสินค้าทันที ก็จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่าย อย่าลืมนะครับว่าลูกค้าของเรามีเวลาไม่มากในการค้นหา ถ้าเค้าเจอเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกับความต้องการของเค้า เค้าก็จะปิดเว็บนั้นไป เราก็จะเสียโอกาส
9. แยกการค้นหาแบบ Search และ Content Campaignsมีหลายๆคนที่เสียเงินโดยใช่เหตุ เพราะว่าไม่ได้แยกการค้นหาแบบ Search และ Content ส่วนมากเราจะไม่รู้จะไม่สังเกตุว่า Google นั้นจะให้โฆษณาของเราไปปรากฏที่ Google Content Network ด้วย เราจะต้องปิดบริการตัวนี้หรือว่าแยกเอาไว้เป็น 2 ส่วน
10. ใช้ Ad หลายๆแผ่นแล้วนำมาเปรีบเทียบ (Split) Google นั้นให้เราสร้างตัวโฆษณาหลายๆแผ่นใน Ad เดียวกัน ให้เราสร้างตัวโฆษณามาอย่างน้อย 2 แผ่นเพื่อที่จะได้เปรียบเทียบว่าแผ่นไหนดีกว่ากัน ถ้าโฆษณาแผ่นไหนไม่ดีก็ให้ลบทิ้งแล้วก็สร้างใหม่ อาจจะแค่สลับบรรทัดหรือเปลี่ยนคำเป็นบางคำ
11. ติดตามผลอย่าเชื่อในรายงานของ Google มากนัก ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ว่าข้อมูลแค่นี้ไม่เพียงพอ เพราะว่าอาจจะมีการคลิกแกล้งให้เราเสียเงินแต่ไม่ซื้อสินค้าจากคู่แข่งของเร าได้ ถ้าหากว่าไม่มี Tracking Software ก็ให้เราหาดาวน์โหลดมาใช้นะครับ
12. ใส่คำที่กระตุ้นให้อยากคลิกไว้ใน Headlineให้เราเริ่มต้นด้วยคำที่กระตุ้นให้อยากคลิกเข้าไปดูเช่น “Free:, New:, Sale:, ect” แต่เราต้องเช็คด้วยว่าคำที่เราใช้นั้นทาง Google อนุญาตรึเปล่า
13. ใส่คำที่กระตุ้นให้อยากคลิกไว้ในตัวโฆษณาให้เราใส่คำที่ดูแล้วน่าคลิกเข้าไปเช่น “free, cheap, sale, special offer, time limited offer, tricks, you, tips, enhance, discover, fact, learn, at last, free shipping, ect.
ตัวอย่างเช่น
  • * Buy Today – Save 50%
  • * Download Free Trial Now
  • * Sale Ends Tomorrow
14. ใส่คำที่ดูแล้วดูดีกว่าคู่แข่งคนอื่นอะไรที่จะทำให้สินค้าของคุณดูดีกว่าหรือแตกต่างจากคู่แข่ง ให้เราใส่ไปในข้อความโฆษณาด้วย ตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ Amazon.com จะเขียนข้อความไว้ในบรรทัดแรกว่า “Earth’s Biggest Bookstore” นี่เป็นคำที่ดูแล้วน่าเข้าไปดูในเว็บไซต์มาก
15. เอาคำที่ไม่มีประโยชน์ออก ตัวอย่างเช่น “a, an, in, on, it, of” อย่าใส่คำพวกนี้ลงไปในตัวโฆษณา เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองคำเปล่าๆ
16. ใส่ราคาลงไปในตัวโฆษณาด้วยเพราะว่าจะทำให้คนที่ไม่มีศักยภาพในการซื้อไม่คลิกที่ตัวโฆษณาของเรา
 อ้างอิง: google apps.gict.co.th
 ติวสอบบรรจุราชการทุกหลักสูตร
จำหน่ายหนังสือเตรียมสอบครูผู้ช่วย ราคาพิเศษ

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

ใช้ keyword ทำโฆษณา Adword ดีจริงไหม?


หลักการ 4 ข้อในการเลือก Keyword ทำโฆษณา Adwords
                                                                              : richwithpoto.com

แม้ว่าช่วงหลังๆ    Google Adwords   จะมีอัพเดตใหญ่ๆหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการตัดโฆษณาที่อยู่ในแท็ปด้านข้างออกไป  และ การเพิ่มความยาวตัวอักษรของโฆษณาให้ยาวมากยิ่งขึ้น      แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปก็คือความสำคัญของ Keyword ที่มีต่อการทำโฆษณาในเครือข่ายค้นหา  โดยที่มันยังเป็นหัวใจไม่แตกต่างจากเมื่อก่อนเลยเมื่อพูดถึงการเลือก Keyword มาทำโฆษณา ไม่ว่าคุณจะตั้งใจเลือก  Keyword โดยใช้หลักการที่ดีหรือเลือก Keyword โดยไม่มีหลักการมันก็เป็นงานที่เหนื่อยหนักพอๆกัน ดังนั้นถ้าเราจะเหนื่อยทั้งทีทำไมเราไม่ทำให้ดีที่สุดไปเลย
        ด้านล่างนี้เป็นหลักการ 4 ข้อที่จะช่วยให้คุณสามารถเลือก Keyword มาทำโฆษณาใน Google Adwords ได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มผลลัพธ์จากเงินที่จ่ายไปได้มากยิ่งขึ้น

1. เลือก Keyword ที่นำพาไปสู่การเกิด Conversion

เวลาที่เราใช้เครื่องมืออย่าง Keyword Planner. Longtail Pro. Keyword.io หรืออื่นๆที่คุณถนัด เราจะพบกับ Keyword มากมายมหาศาลให้เราเลือก หน้าที่ของเราไม่ใช่การ  Copy ทั้งหมดไปซื้อโฆษณา (เชื่อมั้ยว่ามีหลายๆคนที่ทำแบบนั้น) การทำ Keyword Research ที่ดี ไม่ใช่การเลือกให้เยอะๆไว้ก่อน แต่เป็นการเลือก Keyword แค่บางคำที่มีแนวโน้มจะนำพาTrafficwww.webbastard.netที่มีคุณภาพเข้ามาสร้าง   Conversion    https://support.google.com   ในเว็บไซต์ของเรา    ต้องอ่านให้ขาดว่า  Keyword  แบบไหนที่ผู้ค้นหาจะเลือกใช้ ถ้าเขาต้องการค้นหาเพื่อ ซื้อของ หรือ สมัครบริการ จากเราจริงๆ

2. เลือก Keyword ที่มีแนวโน้มจะได้ CTR สูง

Keyword บางคำ ต่อให้ซื้อมาทำโฆษณาแล้วแสดงอยู่ในอันดับที่ 1ก็ไม่มีคนคลิกอยู่ดีนั่นเพราะผู้ค้นหาไม่ได้คาดหวังว่าจะค้นหาแล้วมาเจอโฆษณา และเขาไม่ได้คิดว่าเว็บเพจที่อยู่หลังโฆษณาชิ้นนั้นจะเป็นประโยชน์สำหรับเขานี่เป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องเข้าใจ    แม้การทำโฆษณาใน   Google Adwords   จะสามารถส่งเว็บไซต์ของเราขึ้นไปอยู่เหนือผลการค้นหาแบบธรรมชาติได้ แต่บางครั้งไม่ได้หมายความว่า CTR https://support.google.com จะสูงตามไปด้วย มันขึ้นอยู่กับบริบทของการค้นหาในครั้งนั้นๆด้วย

3. เลือก Keyword ที่ไม่แข่งกันเองกับ Keyword คำอื่นๆใน Account

เวลาที่เราทำโฆษณาใน Google Adwords แน่นอนว่าหลายๆครั้งมีการสร้างแคมเปญขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ละแคมเปญก็จะมี Ad group และแต่ละ Ad group ก็จะมี Keyword อยู่มากมาย นี่แหละคือสิ่งที่อาจจะเกิดปัญหาเพราะว่าการที่ 1 Account มี Keyword คำเดียวกันซ้ำกันหลายๆครั้งอาจจะนำพามาซึ่งการแข่งขันกับตัวเอง และส่งผลให้ราคาต่อการคลิกสูงขึ้น ดังนั้นการเลือก Keyword จะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญว่าจะให้ Keyword คำนี้ไปอยู่ในแคมเปญไหน ถ้าเป็นแคมเปญที่ไม่ใช่แคมเปญหลักก็ควรที่จะหลีกทางให้กับแคมเปญที่มีความสำคัญหรือเป็นไฮไลท์แคมเปญ (การจัดโครงสร้างของแคมเปญจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี)

4. เลือก Keyword ที่สัมพันธ์กับ Landing Page ของเรา

เรื่องพื้นฐานสุดๆแต่ไม่เคยล้าหลัง เพราะการที่ Keyword นั้นมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับ  Landing Page https://support.google.com จะช่วยส่งผลให้ Quality Score สูงขึ้นตามไปด้วย นำมาซึ่งราคาต่อคลิกที่ถูกลง คุณสามารถที่จะทำได้สองวิธีคือ1เริ่มด้วยการเลือก Keyword ก่อนว่าจะซื้อ Keyword คำใดบ้างแล้วสร้างหน้า Landing Page ให้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ  Keyword คำนั้น  และวิธีที่  2  เป็นวิธีในทางกลับกันคือดูว่า   Landing Page ของเราเหมาะกับ  Keyword  คำอะไรบ้าง แล้วจึงค่อยไปเลือก Keyword เหล่านั้นมาทำโฆษณา
อ้างอิง : hooktalk.com

ติวสอบบรรจุราชการทุกหลักสูตร
จำหน่ายหนังสือเตรียมสอบครูผู้ช่วย ราคาพิเศษ

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

keyword คืออะไรจำเป็นไหม


ความหมาย Keyword
Keyword (คีย์เวิร์ด) ความหมาย Keyword ในภาษาของเครื่องคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต คือ คำหรือข้อความที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตพิมพ์ลงไปเพื่อใช้ ในการค้นหาเว็บไซต์ หรือข้อมูลต่างๆ นั่นเอง
ความหมายของ Keyword คีย์เวิร์ด นั้นจะเป็นคำที่ใช้ในการอธิบายรูป ลักษณะของเอกสารนั้น เช่น ชื่อเรื่อง หัวข้อ หัวเรื่อง รายละเอียดอย่างย่อของเอกสาร เพื่อความสะดวก และความรวดเร็ว  ในการสืบค้น เอกสารในข้อมูลระบบ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาเว็บเพจ ที่อยู่ในฐานข้อมูลของเสิร์ชเอนจิ้น หรือการสืบค้นเอกสารต่างๆ ในระบบของห้องสมุด เป็นต้น ดังนั้น Keyword คีย์เวิร์ดจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่ง Keyword นี้จะเป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำตัวของหน้าเว็บเพจหรือเรื่องนั้นๆ
เทคนิคของการสร้าง Keyword
การที่เราจะเพิ่มบทความขึ้นมาแต่ล่ะบทความนั้น สิ่งแรกที่เราต้องคำนึงถึงในแง่ SEO หรือ SEM คือ Keyword
1.สร้างบทความขึ้นมาเพื่ออะไร (ถ้าเป็นผมจะตอบว่าเพื่อบันทึกความจำที่ได้ทำขึ้นมา)
2.บทความนี้ Keyword อะไร (Keyword)
3.กลุ่มเป้าหมายคือใคร (ทั่วไปหรือคนที่หลงเข้ามา นั่นก็คือคุณนั้นเอง)
4.อื่นๆ (หลายๆส่วนประกอบกัน)
สร้างบทความขึ้นมา 1 บทความต้องติด Google หรือ Search ให้มาที่สุดของ Keyword นั้นๆเช่นบทความที่ผมสร้างขึ้นมานี้นั้นคำว่า Keyword ดังนั้นค่า Keyword Density ของหน้านี้ต้องมี 5-15% นะครับทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้สำหรับคำว่า Keyword แต่ว่าต้องสื่อให้เข้าใจด้วยนะครับไม่ใช่ว่าจะอัดคำ Keyword เข้าไปจนอ่านแล้วจับใจความไม่ได้
ประเภทของ Keyword
Keyword นั้นแบ่งออกได้หลายประเภทซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเค้าจำกัดไว้กี่ประเภทที่ถูกหลัก แต่จะเอาประเภทของ Keyword ที่ได้ยินบ่อยๆมาเล่าให้ฟังแล้วกันครับ
Niche Keyword คือ keyword ที่มีการเจาะจงจำเพาะในตัวสินค้าหรือเอกสารนั้นๆ keyword จะเป็นกลุ่มคำยาว เช่น Nintendo DS Lite เป็นต้น
Widely Keyword คือ keyword ที่มีความหมายกว้างๆและมักมีปริมาณการค้นหามากมีคู่แข่งมาก เช่น ipod, Nintendo, Blogเป็นต้น
Mass Keywords คือ keyword จำนวนมากที่เกี่ยวข้องในตลาดเดียวกันหรือสินค้าตัวเดียวกันซึ่งสอดคล้องกันในลักษณะชื่อที่คล้ายๆกัน เช่น Nintendo DS, NintendoWii,Nintendo DSroms, NintendoWii game ประมาณนี้
Misspelling Keyword คือ Keyword ที่มีการสะกดคำผิดหรือเขียนผิดประมาณว่าให้ชื่อมันค้ลายๆกับชื่อที่ถูกต้องอาจจะเติม s หรือเติมตัวอักษรเพิ่มเติมเข้ามาเช่นNintendos, Ipods, NNintendo, IIpodเป็นต้น
ที่มา : ความหมาย Keyword - gootum.com
keyword ค้นหามากที่สุด คีย์เวิร์ดสั้น คือ Keywords คำพื้นฐานทั่วไป เป็นต้นว่า แท็บเล็ต หมวก ซึ่งเราอาจจะเรียกว่า Primary หรือ Head คีย์เวิร์ดได้เช่นกัน ซึ่ง Short Keywords พวกนี้ค่อนข้างถูกใช้ในการสืบหาบ่อยครั้งกว่าKeywordsยาวๆ หรือที่เราเรียกว่า Long tail คีย์เวิร์ด  นั่นเอง โดย Long tail Keywords จะมีลักษณะที่เป็นเป็นการสืบค้นเฉพาะเจาะจง เหตุฉะนี้ มีโอกาสที่ conversation rates จะสูง    เช่น เสื้อผ้าเกาหลีมือสองราคาถูก ซึ่งโดยปกติ Short Keywords จะมีจำนวนการเสิร์จหามาก แต่กระนั้นมีความหลากหลายน้อย       ส่วน Long tail คีย์เวิร์ด ปริมาณเสิร์จหาไม่สูง แต่มีความหลากหลายสูงกว่า และไม่เพียงแต่จะเป็นเฉพาะเจาะจงอย่างเดียว โดยทั่วไปแล้ว จะมีการชิงดีชิงเด่นไม่มาก โดยจะช่วยให้ท่านติดหน้าแรกใน Keywordsนั้นๆ ได้สะดวกขึ้น เรียนรู้ประเภทของ Keywords กันมาพอสมควรแล้ว และจากนี้ไป คือกระบวนการที่จะช่วยให้เพื่อนๆเลือก คีย์เวิร์ด สำหรับการทำ SEO ที่บรรลุผลได้ ดังต่อไปนี้ครับด้วย โปรแกรมหา keyword    
 keyword ค้นหามากที่สุด
ตัวอย่าง คีย์เวอร์ดยอดฮิตที่ใช้มาก
      กลอนรัก  วันวาเลนไทน์    ประกาศผล O-net    ขายบ้าน   เกม    กฎอัยการศึก   บ้านใหม่   ดูทีวีออนไลน์   เกมส์   บ้านเดี่ยว  คอนโด  เพลงใหม่   เพลง   วันแม่แห่งชาติ   วันสารทจีน  เทศกาลกินเจ
1.เลือกสรรจดหัวข้อหลักๆ ของธุรกิจเพื่อนๆ ซึ่งจะช่วยให้ท่านกำหนด คีย์เวิร์ด เฉพาะและสามารถจัดการแยกแยะหมวดหมู่ของ คีย์เวิร์ด ได้เร็วขึ้น
2.กระบวนการถัดจากนั้น SEO เสนอแนะว่าให้เลือก คีย์เวิร์ด ที่สัมพันธ์กับหัวข้อเรื่องดังกล่าวข้างต้น และเป็นคำที่ผู้ชมเลือกใช้ค้นหาในเสิร์ชเอนจิน โดยนึกถึง คีย์เวิร์ด วลีที่ผู้ชมเลือกใช้หมายถึงผลิตภัณฑ์ หรือบริการของเรา
3.สมัครบัญชี Google AdWords ซะ ถ้าหากท่านยังมิได้มีบัญชี Google AdWords ควรรีบเร่งลงสมัครซะ เพราะGoogle จะมีเครื่องมือ Keyword Planner tool เพื่อเป็นแนวทางในการสืบหา Keywords โดยจะโชว์ทั้งTrafficและปริมาณการเสิร์ชหาข้อมูล และมีคำที่คุณสามารถนำมาเลือกใช้เป็น คีย์เวิร์ดที่ต้องการ
4.ใช้ทั้งShort keywords และ Long tail Keywords โดยปรกติแล้วคีย์เวิร์ด short-tail  จะมีการชิงชัยที่สูงกว่าคีย์เวิร์ด  long tail  ซึ่งหมายถึงมันยากที่ไต่อันดับให้อยู่ในหน้าแรก การคัดเลือกใช้งาน  Long tail คีย์เวิร์ด Keywordsเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มเติมTraffic คือรองรับกรุ๊ปลูกค้าสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง หรือ ตลาดนีซ จริงๆ
5.เลือกใช้ Google Keyword Planner ช่วยตัดสินใจเลือกKeywordsให้ตรงกับบริษัทของท่านซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญกูรูสอน SEO ได้ชี้แนะมา ซึ่งควรเลือกสรรKeywordsที่มีจำนวนสืบค้นไม่น้อยกว่า 500 ครั้งต่อเดือน และไม่ใช่คำพื้นๆ ที่มีจำนวนคู่แข่งเยอะเกินไป
6.สืบไส้ยี่ห้ออื่นๆ หากว่าท่านวิเคราะห์ความลับของฝ่ายตรงข้ามที่ที่อยู่อันดับแรก สืบหาว่าพวกเขาใช้ Keywordsสิ่งไร กลุ่มคำอย่างไร ลักษณะบทความสิ่งไรที่เป็นปัจจัยให้อยู่อันดับแรก หลังจากนั้นค่อยกำหนดกลยุทธ์ว่าทำประการใดที่เราจะเอาชนะพวกเขาได้ พยายามเลือกสู้ในคีย์เวิร์ดที่มีช่องว่าง หรือเห็นข้อด้อย นั่นจึงเป็นการทำ SEO ที่ดี ที่จะช่วยให้คุณเอาชนะในกระดานคีย์เวิร์ดด้วยข้อความที่สำคัญกว่าkeyword ค้นหามากที่สุด จบไปแล้วครับกับกรรมวิธีการเลือกสรร Keywords ให้โดน โดยถ้าว่าท่านเล็งเห็น SEO เป็นสิ่งที่ยากเกินเข้าใจ หรือยังไม่เข้าใจเท่าที่ควร และต้องการตัวช่วยหรือเส้นทางลัดสำหรับเรียนการทำ SEO ผมคิดว่าการจ้างมืออาชีพมาสอน SEO ราคาถูกกับเราก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจดีครับ ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการสืบหางมไม่ถูกทาง อย่างไรก็ดีถ้าว่าได้รับการแนะนำจากมือโปรจะทำให้คุณเห็นภาพรวมของการทำ SEO ตามวิธีที่ยั่งยืนได้อย่างเร็วครับ บทความต่อไปจะพูดถึง keyword ที่ดีมีลักษณะอย่างไร อย่าลืมติดตามกัน

ติวสอบบรรจุราชการทุกหลักสูตร
จำหน่ายหนังสือเตรียมสอบครูผู้ช่วย ราคาพิเศษ
http://pakdee277.blogspot.com/2016/12/blog-post_28.html   
https://www.pantipmarket.com/items/16921488

เคล็ดลับการก้าวข้ามความกลัว


  รู้จักเคล็ดลับการก้าวข้ามความกลัว
               แม้ว่าความกลัวจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น      แต่เราสามารถสัมผัสได้ มันเป็นอุปสรรคอย่างมากทำให้ความสำเร็จของเราอยู่ไกลเกินเอื้อมจากความเป็นจริง    ถามว่ามันมีวิธีใดบ้างที่เราจะบริหารจัดการกับมัน  ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปทดลองใช้ดูก็ไม่เสียหายนะครับ อาจจะเป็นประโยชน์กับท่านก็ได้
           * ต้องเตรียมตัวรับมือความกลัว   สิ่งแรกเลยเราต้องเข้าใจก่อนว่า  ความกลัวที่เป็นอุปสรรคต่อตัวเรามีอะไรบ้าง เพราะความกลัวจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ จริงๆแล้วความกลัวเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ  สำหรับคนที่เริ่มต้นการทำงานใหม่กลัวกับการทำงานที่ไม่เคยมาก่อน กลัวจะทำงานไม่ได้ กลัวความผิดพลาดจากการทำงานต่างๆนานา เมื่อรู้เช่นนี้คุณก็พร้อมที่จะดูเคล็ดลับขั้นต่อไป
           * รู้จักตัวตนของความกลัว  เมื่อเรารู้จักกับความกลัวจะทำให้เราเข้าใจ     และสามารถรับมือกับความกลัวได้มากยิ่งขึ้น  เราต้องยอมรับก่อนว่าธรรมชาติของความกลัวนั้นเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น     เราคิดไปเองก่อนล่วงหน้า  ซึ่งในความจริงแล้วความกลัวยังไม่ได้เกิดขึ้นเลย (คิดไปเอง)   จึงไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่เราจะไปกลัวมัน
           * มีความสุขและยินดีกับสิ่งแวดล้อมในการทำงาน   ( คิดบวก )  เคล็ดลับอันนี้จำทำให้คุณอยู่ห่างไกลจากความกลัว  การยินดี ดีใจกับสิ่งที่เรามีอยู่ ยินดีกับคนรอบข้างเรา     โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานของเราหากเรามีความรู้สึกอย่างนี้ทุกวัน เราก็จะไม่รู้สึกกลัว และไม่คิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
            * เชื่อมั่นในตัวเอง  ความรู้สึกดีๆจะทำให้เรามีความเชื่อมั่นในตัวเอง ทำให้เกิดความกล้าที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมาย  เกิดแรงบันดาลใจมุ่งมั่นนำตัวเองไปสู่ความสำเร็จได้     อย่าลืมว่าเราต้องนำประสบการณ์จากการเรียนรู้ความกลัวแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นความเชื่อมั่นให้ได้ เพื่อเป็นการบอกลาความกลัวให้ได้

         


            * เรียนรู้ความสำเร็จจากความกลัว   จริงอยู่ความกลัวอาจจะทำให้คนทำงานมีความรู้สึกว่าความล้มเหลวเป็นสิ่งที่น่ากลัว   แต่เราอย่าลืมว่านักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทุกคนไม่มีใครเลยที่จะไม่เจอะเจอความล้อมเหลว แต่เขาหล่านั้นรู้จักนำบทเรียนจากความกลัวก้าวสู่บันลังค์ความสำเร็จได้ทั้งนั้น   ถ้าเรายอมรับความล้มเหลวได้ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตเรามีความสุข   โดยใช้ความล้มเหลวนั่นแหละเป็นบทเรียนให้เกิดความสำเร็จ